ถ้าคืนวันพุธที่ 1 กรกฎาคมนี้คุณกำลังมองหาทีเด็ดมวยสำหรับคู่แรกของศึกมวยไทยพลังใหม่
บนเวทีราชดำเนิน มวยพักยก
ขอพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติของการรีแมตช์ครั้งสำคัญระหว่าง แสนพล ส.สมหมาย
จอมเก๋าประสบการณ์สูงวัย 30 ปี กับ กฤษณะ ดาวเด่นมวยไทย นักชกจอมบู๊วัย 25
ปีจากนครศรีธรรมราช ที่เคยเอาชนะกันมาแล้วเมื่อปีที่แล้วในรายการ RWS
ไฟต์นี้ทั้งคู่มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน แสนพลต้องการล้างตาและเรียกศรัทธากลับคืน
ขณะที่กฤษณะต้องการตอกย้ำความเหนือกว่าและพิสูจน์ว่าชัยชนะครั้งก่อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
การชกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้มือ
แต่คือการชี้ชะตาของนักมวยทั้งสองคนว่าจะเดินต่อไปในเส้นทางสายไหน
สายมวยที่แตกต่างเมื่อมวยเก๋าจากค่ายส.สมหมายต้องเจอกับมวยบู๊จากค่ายดาวเด่นมวยไทย
ทุกครั้งที่มีการชกระหว่างนักมวยจากสองค่ายที่มีสไตล์ตรงกันข้าม
มันมักจะสร้างสีสันและความสนใจให้กับแฟนมวยเสมอ ค่าย ส.สมหมาย
ซึ่งมีโปรโมเตอร์มากประสบการณ์อย่างสมหมาย สกุลเมตตา คอยดูแลนั้น
ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักมวยที่มีเชิงชั้นเชิงมวยสูง สามารถอ่านเกมและควบคุมจังหวะได้อย่างยอดเยี่ยม
แสนพลถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตของค่ายนี้ที่ผ่านการชกในเวทีระดับโลกมาอย่างโชกโชน ทั้ง ONE
ลุมพินี, RWS และรายการใหญ่อีกมากมาย
ประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำให้เขากลายเป็นมวยเก๋าที่คู่ชกทุกคนต้องมีแผนรับมือเป็นพิเศษ
การชกของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างการใช้สมองกับจังหวะฝีมือ
ทำให้เป็นที่จับตามองของแฟนมวยทั่วประเทศ
ในอีกฝั่งหนึ่ง ค่ายดาวเด่นมวยไทยที่ตั้งอยู่บนเกาะสมุย
ได้สร้างนักมวยสไตล์บุกไม่ยั้งอย่างกฤษณะขึ้นมา
กฤษณะเป็นที่รู้จักในชื่อสิงห์ป้อมปราบเพราะความดุดันและความขยันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
การที่เขามีประสบการณ์การชกมากกว่า 100 ไฟต์ตั้งแต่อายุยังน้อย
ทำให้เขาเป็นนักมวยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนเช่นกัน
แม้จะอายุน้อยกว่าแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจที่พร้อมสู้ไม่ถอย
ทำให้กฤษณะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวสำหรับมวยฝีมืออย่างแสนพล
การที่ค่ายมวยทั้งสองมีแนวทางการสร้างนักมวยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงยิ่งทำให้ไฟต์นี้มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก
เพราะนอกจากวัดฝีมือแล้วยังเป็นการวัดแนวคิดและปรัชญาการฝึกของแต่ละค่ายอีกด้วย
เมื่อมองในมุมของโปรโมเตอร์และแฟนมวย
การได้เห็นนักมวยจากสองค่ายที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันมาปะทะกันย่อมสร้างความเร้าใจได้มากกว่าการชกระหว่างมวยสไตล์เดียวกัน
เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้แน่นอนว่ารูปเกมจะออกมาเป็นอย่างไร
แสนพลจะสามารถใช้ความเก๋าคุมเกมให้เป็นไปตามแผนได้หรือไม่
หรือกฤษณะจะใช้ความบ้าบุกฝ่าแนวรับของแสนพลจนพังทลาย
นี่คือสิ่งที่แฟนมวยทุกคนรอคอยที่จะได้เห็น
แสนพล
ส.สมหมายขุนพลตัวเก๋าจากค่ายสมหมายสกุลเมตตา
หนึ่งในเหตุผลที่แฟนมวยยังคงให้ความสนใจในตัวแสนพลคือความเก๋าในเชิงมวยที่หาใครจะเทียบได้ยาก
เขาเป็นนักมวยที่ใช้สมองในการชกมากกว่าพละกำลัง
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขายังคงเป็นตัวอันตรายในพิกัด 147 ปอนด์ แม้จะอายุ 30 ปีแล้วก็ตาม
อาวุธที่สร้างชื่อให้กับเขาคือการดักเตะและการถีบหน้าขวางเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้เข้าประชิดตัวได้ง่าย
ซึ่งเป็นอาวุธที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรับมือกับมวยบุกอย่างกฤษณะ
การที่เขาสามารถใช้ระยะที่ยาวกว่าในการควบคุมเกมได้เป็นจุดแข็งที่ถูกพูดถึงในแวดวงมวยไทยมาโดยตลอด
นอกจากเรื่องระยะแล้ว แสนพลยังเป็นนักมวยที่มีลูกหมัดที่คมกริบไม่แพ้ใคร
เขาสามารถใช้หมัดแย็บและหมัดตรงในการวัดระยะและสร้างคะแนนก่อนที่จะปล่อยหมัดหนักในจังหวะที่คู่ต่อสู้เสียหลัก
สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักมวยทั่วไปคือการอ่านทางคู่ต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม
ซึ่งเป็นทักษะที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ในการชกกับนักมวยหลากหลายสไตล์จากทั่วโลก
อย่างที่ทราบกันดีว่าเขาผ่านการชกใน ONE ลุมพินีมาแล้วหลายครั้ง
ซึ่งล้วนแต่เจอกับคู่ชกระดับแนวหน้าทั้งสิ้น
จุดแข็งที่ทำให้แสนพลยังคงเป็นมวยที่น่าจับตามอง
จุดเด่นที่สุดของแสนพลคือการคุมระยะและการอ่านทางคู่ต่อสู้
ด้วยช่วงชกที่ยาวกว่าเมื่อเทียบกับคู่ชกส่วนใหญ่ในรุ่น
เขาสามารถใช้หมัดแย็บและหมัดตรงเพื่อหยั่งเชิงและวัดระยะได้อย่างแม่นยำ
เมื่อคู่ต่อสู้พยายามบุกเข้าใส่ เขามักจะใช้ลูกถีบหน้าสกัดไว้ก่อนแล้วตามด้วยเตะกลางเข้าที่ชายโครง
ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายสะสมและทำให้คู่ต่อสู้ชะงักจังหวะได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ประสบการณ์ในการชกกับนักมวยหลากหลายสไตล์ยังทำให้เขามีไอคิวในการชกสูง
สามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ทันทีเมื่อแผนแรกไม่เป็นใจ
ความนิ่งและสมาธิในการชกเป็นอีกหนึ่งอาวุธที่มองไม่เห็นแต่สำคัญมาก
แสนพลไม่ใช่ประเภทที่ตื่นเต้นหรือลนลานง่าย แม้จะโดนกดดันหนักจากคู่ต่อสู้
เขาก็ยังคงตั้งการ์ดและหาจังหวะโต้กลับได้ตลอดเวลา
การที่เขาผ่านการชกในรายการระดับโลกอย่าง ONE ลุมพินีมาแล้วหลายครั้ง
ทำให้เขาไม่หวั่นไหวต่อบรรยากาศบนเวทีราชดำเนินหรือแรงกดดันจากการเป็นมวยต่อหรือมวยรองในสายตาของเซียนมวย
อีกทั้งการที่เขามีทีมงานจาก TBM Gym
คอยสนับสนุนเบื้องหลังก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขามีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจก่อนขึ้นชกในทุกครั้ง
การชกของแสนพลในเชิงแทคติกนั้นมีความหลากหลาย เขาไม่ใช่แค่มวยคุมระยะเพียงอย่างเดียว
แต่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการชกตามสถานการณ์ได้อย่างชาญฉลาด
ในบางไฟต์เขาอาจเลือกที่จะเป็นมวยเดินเพื่อกดดันคู่ต่อสู้บ้างในบางจังหวะ
เพื่อสร้างความไม่แน่ใจให้กับคู่ชก
การที่เขามีลูกเตะที่หนักหน่วงทั้งเตะกลางและเตะล่างที่ใช้เจาะยางคู่ต่อสู้
ทำให้เขาสามารถควบคุมเกมได้ทั้งในระยะไกลและระยะกลาง
จุดที่กฤษณะจะพยายามใช้ประโยชน์จากความเก๋าของแสนพล
แม้แสนพลจะมีจุดแข็งในเรื่องของประสบการณ์และเชิงมวย
แต่เขาก็มีจุดที่ผู้ชมสามารถมองเห็นเป็นช่องโหว่ได้เช่นกัน
หนึ่งในนั้นคือเรื่องของพละกำลังและความทนทานต่อแรงปะทะในวงใน เมื่ออายุ 30
ปีในกีฬาที่ต้องใช้แรงปะทะสูง
ร่างกายของนักมวยเริ่มฟื้นตัวได้ช้าลงและความอึดอาจลดลงเมื่อเทียบกับตอนอายุน้อย
โดยเฉพาะการต้องรับมือกับนักมวยที่เดินหน้าบุกตลอดเวลาแบบกฤษณะ
ย่อมเป็นความท้าทายอย่างมากที่แสนพลต้องมีแผนรับมือเป็นพิเศษ
อีกหนึ่งจุดที่ต้องจับตามองคือการรับมือเข่าของแสนพล
หากกฤษณะสามารถบุกเข้าไปปล้ำตีเข่าในระยะประชิดได้สำเร็จ
แสนพลจะต้องใช้การกอดและคลินช์เพื่อสกัดกั้น
ซึ่งในจุดนี้อาจทำให้เขาต้องออกแรงมากกว่าปกติและเสียคะแนนในยกที่โดนกดดันหนักๆ
นอกจากนี้การที่กฤษณะเคยชนะเขามาแล้วในไฟต์แรก
ย่อมทำให้กฤษณะมีความมั่นใจทางจิตใจมากกว่า
ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในจังหวะสำคัญของเกมที่แสนพลต้องเลือกว่าจะเสี่ยงแลกหรือจะถอยเพื่อรักษาพละกำลังไว้ในยกท้าย
ในเชิงของแทคติกการรับมือมวยเข่านั้น
แสนพลจำเป็นต้องใช้การถีบและเตะสกัดไม่ให้กฤษณะเข้าประชิดตัวได้ง่าย
แต่ในจังหวะที่กฤษณะสามารถฝ่าเข้ามาได้จนถึงระยะปล้ำตี
แสนพลจะต้องใช้การกอดรัดเพื่อเหนี่ยวรั้งและทำให้กฤษณะหมดแรงในการแทงเข่า
อย่างไรก็ตามการกอดรัดในระยะประชิดก็มีความเสี่ยงที่กฤษณะจะใช้ศอกตีและศอกตัดในจังหวะที่แสนพลก้มตัวลงมา
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาวุธที่กฤษณะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้เข่า
กฤษณะ
ดาวเด่นมวยไทยนักชกจอมบู๊จากนครศรีธรรมราช
กฤษณะคือตัวแทนของนักมวยไทยรุ่นใหม่ที่ผสมผสานระหว่างพละกำลังที่สมบูรณ์กับความขยันที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เขาเกิดและเติบโตที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ก่อนจะย้ายมาซ้อมที่ค่ายดาวเด่นมวยไทยบนเกาะสมุยและสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักไปทั่ววงการมวยไทย
สไตล์การชกของเขาเรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นคือการเดินหน้าบุกกดดันคู่ต่อสู้ตลอดเวลา
ไม่ให้มีจังหวะหายใจ ราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไม่หยุดหย่อน การที่เขามีประสบการณ์มากกว่า 100
ไฟต์ทำให้เขาไม่ใช่แค่มวยบุกที่ไร้ทิศทาง
แต่เป็นนักมวยที่รู้จังหวะในการโถมบุกและรู้ว่าช่วงไหนควรชะลอเกมเพื่อรอจังหวะใหม่
สิ่งที่ทำให้กฤษณะเป็นที่จดจำของแฟนมวยคือความสามารถในการปล้ำตีเข่าที่รุนแรงและแม่นยำ
การที่เขามีโอกาสได้ขึ้นชกในรายการใหญ่ทั้ง ONE ลุมพินีและศึกมวยไทยพลังใหม่
ทำให้เขามีประสบการณ์ในการเจอกับคู่ชกระดับแนวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ในระยะหลังผลงานใน
ONE ลุมพินีของเขาอาจจะไม่เป็นใจนัก
แต่ในรายการมวยไทยมาตรฐานเขามักจะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจอกับแสนพลที่เขาเป็นฝ่ายเอาชนะมาแล้วในไฟต์แรก
อาวุธเด็ดที่ทำให้กฤษณะเป็นฝ่ายได้เปรียบในเกมวงใน
อาวุธที่สร้างความแตกต่างให้กับกฤษณะคือลูกเข่าที่รุนแรงและแม่นยำ
ไม่ว่าจะเป็นเข่าตรงแทงเข้าลำตัวในจังหวะปล้ำตี หรือเข่าลอยในจังหวะที่คู่ต่อสู้กำลังถอยหนี
เขาสามารถใช้งานเข่าได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพ การล็อกคอของเขาแน่นหนา
เมื่อได้รัดคอคู่ต่อสู้แล้วจะแทงเข่าเป็นชุดๆ จนกว่ากรรมการจะเข้ามาแยก
ซึ่งเป็นอาวุธที่ทำคะแนนได้ดีและอาจทำให้คู่ต่อสู้เสียอาการได้ถึงขั้นโดนนับหรือร่วงลงไปกับพื้นเลยทีเดียว
นอกเหนือจากเข่าแล้ว กฤษณะยังมีลูกเตะสูงและหมัดที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะหมัดฮุคในจังหวะที่เขาบีบพื้นที่คู่ต่อสู้จนจนมุม
เขามักจะใช้หมัดนำเพื่อเปิดทางก่อนจะเข้าสู่ระยะปล้ำตี
ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดีเมื่อต้องเจอกับมวยที่ชอบดักทางอย่างแสนพล
ความที่เขามีประสบการณ์มากกว่า 100 ไฟต์ทำให้เขาอ่านจังหวะของคู่ต่อสู้ได้ดี
และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรบุกหนักและเมื่อไหร่ควรชะลอเกมเพื่อรอจังหวะใหม่
การที่เขาได้รับการฝึกฝนจากค่ายดาวเด่นมวยไทยที่เน้นการสร้างนักมวยให้มีทั้งพละกำลังและความอดทน
ส่งผลให้เขาสามารถรักษาระดับความดุเดือดได้นานตลอดทั้ง 5 ยก
นอกจากอาวุธหลักที่เป็นที่รู้จักแล้ว กฤษณะยังมีลูกศอกที่คมและรวดเร็วอีกด้วย
โดยเฉพาะศอกตีที่ใช้ในจังหวะที่เขาล็อกคอคู่ต่อสู้ได้แล้ว
การสับศอกลงบนใบหน้าของคู่ต่อสู้ในระยะประชิดสามารถสร้างบาดแผลที่ทำให้เสียเลือดมากและกรรมการอาจยุติการชกได้
การที่กฤษณะมีอาวุธรอบด้านทั้งเข่าและศอกในเกมวงใน
ทำให้เขากลายเป็นฝันร้ายของนักมวยที่ถนัดการชกวงนอกอย่างแสนพล
ที่ต้องหาทางป้องกันไม่ให้กฤษณะได้เข้าประชิดตัวในระยะที่เขาถนัดนั่นเอง
ย้อนรอยสถิติการเจอกันกฤษณะมีแต้มต่อเหนือแสนพล
การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ในรายการ RWS
ที่เวทีราชดำเนินเช่นเดียวกัน พิกัด 147 ปอนด์
ซึ่งในวันนั้นกฤษณะเป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนแสนพลไปได้อย่างขาดลอย
สาเหตุหลักที่ทำให้กฤษณะชนะในไฟต์นั้นคือความสามารถในการบีบพื้นที่จนแสนพลไม่สามารถออกอาวุธดักทางได้ถนัด
และการปล้ำตีเข่าที่ทำคะแนนได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้ง 5 ยก
ไฟต์นั้นทำให้กฤษณะขึ้นนำในสถิติการเจอกัน 1-0 ไฟต์
รายละเอียดผลการชก 5 ไฟต์ล่าสุดของแสนพลมีดังนี้:
- ชนะคะแนน ซาจ๊าด วีนั่มมวยไทย (26 กรกฎาคม 2568) รายการ RWS
- แพ้คะแนน กฤษณะ ดาวเด่นมวยไทย (24 พฤษภาคม 2568) รายการ RWS
- แพ้ เออร์เด็ม ดินเซอร์ (มิถุนายน 2567) รายการมวยต่างประเทศ
- ชนะคะแนน พรพิทักษ์ สจ.โต้งปราจีน (3 มกราคม 2568) ศึกมวยไทยพลังใหม่
- ชนะคะแนน โกคาน โบรัน (9 มิถุนายน 2566) ONE ลุมพินี 20
ส่วนผลการชก 5 ไฟต์ล่าสุดของกฤษณะมีดังนี้:
- แพ้คะแนน พันฤทธิ์ ลูกเจ้าแม่สายวารี (1 พฤษภาคม 2569) ONE ลุมพินี
- ชนะคะแนน พลอยอภิชาติ อภิชาติมวยไทยยิม (18 มีนาคม 2569) ศึกมวยไทยพลังใหม่
- แพ้คะแนน พันฤทธิ์ ลูกเจ้าแม่สายวารี (31 ตุลาคม 2568) ONE ลุมพินี
- แพ้คะแนน คมอาวุธ เอฟ.เอ.กรุ๊ป (5 กันยายน 2568) ONE ลุมพินี
- ชนะคะแนน แสนพล ส.สมหมาย (24 พฤษภาคม 2568) RWS
ทั้งนี้แม้กฤษณะจะมีสถิติใน ONE ลุมพินีที่ไม่สู้ดีนักในระยะหลัง
แต่ในรายการมวยไทยมาตรฐานอย่างศึกมวยไทยพลังใหม่และ RWS เขามักจะทำผลงานได้ดีกว่า
โดยเฉพาะการเจอกับแสนพลที่เขาสามารถควบคุมเกมได้ตลอดทั้งไฟต์
การที่กฤษณะมีรูปแบบการชกที่สร้างปัญหาให้แสนพลอย่างชัดเจน
ทำให้สถิติการเจอกันนี้มีน้ำหนักมากกว่าสถิติทั่วไปในแง่ของการวิเคราะห์เชิงลึก
เมื่อมองในเชิงจิตวิทยาแล้ว
การที่กฤษณะเป็นฝ่ายชนะในไฟต์แรกย่อมทำให้เขามีความมั่นใจมากกว่า
ในทางกลับกันแสนพลอาจมีความกดดันที่ต้องการล้างตา
ซึ่งอาจส่งผลทั้งในแง่บวกที่ทำให้เขามีแรงฮึดสู้มากขึ้น
หรือแง่ลบที่อาจทำให้เขาฝืนเล่นเกมที่ไม่ใช่ทางของตัวเองเพื่อหวังจบสวย
แต่จากประสบการณ์ที่มากกว่าของแสนพลเชื่อว่าเขาจะสามารถจัดการกับความกดดันนี้ได้เป็นอย่างดี
และน่าจะมีแผนการชกที่แตกต่างจากการเจอกันครั้งแรกเพื่อไม่ให้กฤษณะสามารถอ่านเกมได้ง่ายเหมือนเดิม
วิเคราะห์แทคติกการคุมระยะและจังหวะที่เป็นหัวใจสำคัญของไฟต์นี้
หัวใจสำคัญของไฟต์นี้อยู่ที่การชิงความเป็นใหญ่ในเรื่องของระยะเป็นหลัก
แสนพลต้องการรักษาระยะกลางถึงไกลเพื่อใช้ลูกดักเตะและดักถีบ
ขณะที่กฤษณะต้องการบีบพื้นที่ให้แคบลงเพื่อเข้าสู่ระยะประชิดที่เขาถนัด
ใครสามารถบังคับให้เกมเป็นไปตามแผนของตัวเองได้มากกว่าก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเก็บคะแนนแต่ละยกไป
การดักทางและการควบคุมระยะจึงเป็นทักษะที่แสนพลต้องใช้ให้เต็มที่
ขณะที่กฤษณะต้องใช้ความขยันและการเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาดเพื่อฝ่าแนวรับของแสนพลให้ได้
นอกจากระยะแล้ว ยังมีปัจจัยด้านความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
กฤษณะอายุน้อยกว่าและมีสภาพร่างกายที่สดกว่า ทำให้เขาสามารถรักษาระดับความดุดันได้นานตลอด
5 ยก ในขณะที่แสนพลอาจต้องใช้ประสบการณ์ในการบริหารแรงเพื่อไม่ให้หมดในช่วงยกท้าย
การชกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การวัดฝีมือ แต่ยังวัดเรื่องของความอึดและความทนทานอีกด้วย
การที่ทั้งคู่เคยชกกันมาแล้ว 5 ยกในไฟต์แรกแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่มีความอึดในระดับที่สูสีกัน
แต่กฤษณะน่าจะมีความได้เปรียบในเรื่องของความสดมากกว่าเล็กน้อย
ใครจะเป็นผู้คุมระยะและจังหวะได้ก่อน
ถ้าหากแสนพลสามารถใช้ลูกถีบหน้าและเตะขวาดักทางกฤษณะได้สำเร็จในยกแรก
เขาจะสามารถควบคุมเกมและทำคะแนนนำได้ก่อน
ซึ่งจะทำให้กฤษณะต้องเร่งเกมและอาจเปิดช่องให้แสนพลโต้กลับได้มากขึ้น
การที่แสนพลมีประสบการณ์ในการชกกับนักมวยบุกมาอย่างโชกโชนน่าจะทำให้เขารู้จังหวะในการสกัดกั้นการบุกได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะการใช้การถีบหน้าขวางเพื่อไม่ให้กฤษณะตั้งหลักได้
แต่อย่างไรก็ตามกฤษณะเป็นนักมวยที่มีความขยันสูงมาก
การจะดักทางเขาให้อยู่หมัดตลอดทั้งไฟต์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
แสนพลอาจต้องใช้การถอยเป็นวงกลมและการเปลี่ยนจังหวะเพื่อไม่ให้กฤษณะอ่านทางออก
การที่แสนพลต้องใช้พลังงานในการเดินและถอยตลอดเวลาก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เขาอาจหมดแรงได้ในยกท้ายหากไม่สามารถบริหารแรงได้ดีพอ
ดังนั้นแผนของแสนพลคือต้องพยายามทำคะแนนให้มากที่สุดในช่วง 3
ยกแรกเพื่อสร้างแต้มนำก่อนที่ร่างกายจะเริ่มอ่อนล้า
ในทางกลับกัน ถ้ากฤษณะสามารถบุกฝ่าลูกถีบของแสนพลเข้ามาได้ในช่วงต้นยก
เขาจะสามารถกดดันและปล้ำตีเข่าได้ตามที่ถนัด
ซึ่งจะทำให้แสนพลเสียสมดุลและไม่สามารถตั้งหลักได้
การที่กฤษณะสามารถพลิกจากรองเป็นต่อในเกมได้เร็วแค่ไหนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของไฟต์นี้
หากเขาปล่อยให้แสนพลตั้งเกมได้นานเกินไป
อาจกลายเป็นว่ากฤษณะเองที่ต้องตกเป็นฝ่ายตามเกมและเสียคะแนนในยกต้นๆ ที่ผ่านมา
การวางแผนของกฤษณะในการบุกครั้งนี้น่าจะมีการปรับเปลี่ยนจากไฟต์แรกเล็กน้อย
เพราะแสนพลเองก็คงจะเตรียมแผนรับมือมาเป็นอย่างดี
กฤษณะอาจต้องใช้การเข้าทำหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ใช่แค่การเดินตรงเข้าหาอย่างเดียว
แต่อาจสลับกับการใช้เตะสูงเพื่อกดดันให้แสนพลต้องตั้งการ์ดสูงขึ้น
ซึ่งจะเป็นการเปิดทางให้เขาเข้าปล้ำตีเข่าได้ง่ายขึ้น
การที่กฤษณะมีอาวุธที่หลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนแผนระหว่างยกได้อย่างรวดเร็วเป็นข้อได้เปรียบที่เขาจะใช้ในไฟต์นี้
อาวุธใดที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินผล
| ด้านที่วัด | แสนพล ส.สมหมาย | กฤษณะ ดาวเด่นมวยไทย |
|---|---|---|
| อายุ | 30 ปี | 25 ปี |
| ส่วนสูง | 178 ซม. | 175 ซม. |
| รูปแบบการชก | มวยฝีมือ คุมระยะ ดักทาง | มวยบุก ปล้ำตีเข่า เดินหน้า |
| จุดเด่น | เชิงมวย ประสบการณ์ ไอคิวการชก | พละกำลัง ความขยัน การล็อกคอแทงเข่า |
| อาวุธหลัก | เตะกลาง ถีบหน้า หมัดตรง | เข่าตรง เข่าลอย หมัดฮุค เตะสูง |
| สถิติการเจอกัน | แพ้ 0-1 | ชนะ 1-0 |
| ฟอร์ม 5 ไฟต์ล่าสุด | ชนะ 3 แพ้ 2 | ชนะ 2 แพ้ 3 |
| การรับมือวงใน | ต้องใช้การกอดและคลินช์ | ถนัดและได้เปรียบอย่างชัดเจน |
จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่าอาวุธที่จะเป็นตัวกำหนดผลการชกน่าจะเป็นเข่าของกฤษณะที่ต้องเจอกับการคุมระยะของแสนพล
ถ้าหากแสนพลสามารถป้องกันไม่ให้กฤษณะเข้าประชิดตัวได้
เขาก็จะสามารถใช้อาวุธระยะไกลอย่างเตะและหมัดทำคะแนนได้อย่างสบาย
แต่ถ้ากฤษณะฝ่าเข้ามาได้เมื่อไหร่
เข่าของเขาจะเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายและทำคะแนนได้อย่างมหาศาล
การที่กฤษณะเคยชนะมาแล้วในไฟต์แรกด้วยวิธีการนี้ยิ่งตอกย้ำว่าแผนนี้ได้ผลและน่าจะถูกนำมาใช้อีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีอาวุธที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่ควรจับตามองในไฟต์นี้:
- การดักเตะของแสนพล:
เป็นอาวุธที่ใช้ทำลายจังหวะการเดินของกฤษณะและสร้างคะแนนสะสมในระยะไกล
ซึ่งแสนพลใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการชกกับมวยบุก - การแทงเข่าของกฤษณะ:
เป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายในวงในและทำให้แสนพลเสียการทรงตัว
โดยเฉพาะในจังหวะที่เขาล็อกคอได้แล้วแทงเข่าเป็นชุด - หมัดฮุคของกฤษณะ: ใช้ในจังหวะที่บีบพื้นที่จนมุมแล้วเปิดทางเข้าปล้ำตี
เป็นอาวุธที่ทรงพลังและสามารถเปลี่ยนเกมได้ในพริบตาเดียว - เตะสูงของกฤษณะ: เป็นอาวุธที่ใช้สลับกับเข่าเพื่อไม่ให้แสนพลตั้งการ์ดได้ถนัด
และยังเป็นการสร้างความกดดันในระยะที่แสนพลคิดว่าปลอดภัย - การถีบหน้าของแสนพล: เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในการสกัดกั้นการบุกของกฤษณะ
เพราะสามารถหยุดจังหวะการเข้าทำของกฤษณะได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงระยะปล้ำตี
จากการวิเคราะห์มวยของเราในทุกมิติ ทั้งสไตล์การชก สถิติการเจอกัน ฟอร์มล่าสุด
และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เราประเมินว่ากฤษณะ ดาวเด่นมวยไทย
มีโอกาสชนะมากกว่า อยู่ที่ประมาณ 55% ในขณะที่แสนพล
ส.สมหมายมีโอกาสชนะอยู่ที่ 45%
เหตุผลหลักคือรูปแบบการชกของกฤษณะที่ดูเหมือนจะสร้างปัญหาให้แสนพลได้อย่างชัดเจน
ดังที่เห็นจากไฟต์ล่าสุดที่กฤษณะชนะคะแนนไปอย่างขาดลอย
อย่างไรก็ตามความเก๋าและประสบการณ์ของแสนพลก็ไม่ควรถูกมองข้าม
เพราะเขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้ทุกเมื่อหากกฤษณะประมาท
สำหรับ วิเคราะห์มวย
คู่นี้ในแง่ของราคาเชื่อว่ากฤษณะน่าจะถูกตั้งเป็นมวยต่อหรืออย่างน้อยก็เสมอควบต่อ
ด้วยฟอร์มที่ขยันและดุดันกว่า
แต่ก็ไม่ควรประมาทแสนพลเพราะความเก๋าของเขาสามารถพลิกเกมได้ทุกเมื่อ
โดยเฉพาะถ้าหากราคาไหลไปทางกฤษณะมากเกินไป
อาจเป็นจังหวะที่ดีสำหรับสายรองที่เชื่อในความสามารถของแสนพลในการล้างตาครั้งนี้
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการเดิมพัน ทีมงานของเราแนะนำให้พิจารณาดังนี้:
- กฤษณะชนะคะแนน – เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด
ด้วยสไตล์การบุกที่ต่อเนื่องและการล็อกคอแทงเข่าที่กรรมการมักจะให้คะแนนเป็นพิเศษ
ราคาน่าจะอยูในช่วงกินครึ่งถึงกินเต็ม - กฤษณะชนะภายในยก 3–4 –
ถ้าหากเขาสามารถบุกฝ่าแนวรับของแสนพลได้เร็วและกดดันจน แสนพลเสียอาการ
มีโอกาสที่เกมจะจบก่อนครบ 5 ยก
แต่ความเสี่ยงสูงกว่าเพราะแสนพลเป็นมวยที่แข็งแกร่งและไม่น็อคง่าย - แสนพลชนะคะแนน – สำหรับสายรองที่เชื่อในความเก๋า
ถ้าแสนพลสามารถดักทางกฤษณะได้ตลอดทั้งไฟต์และคุมจังหวะได้ตามแผน เขามีโอกาสล้างตาสำเร็จ
ราคาจะสูงกว่าและคุ้มค่ากับการลงทุน - เดิมพันยกสูงหรือครบยก –
เนื่องจากทั้งคู่เป็นมวยที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและผ่านการชกมาแล้ว 5 ยกเป็นประจำ
การชกน่าจะยาวไปถึงยกตัดสินที่ต้องวัดกันที่คะแนนของกรรมการ
สำหรับผู้ที่สนใจเดิมพันคู่มวยนี้หรือคู่อื่นในรายการศึกมวยไทยพลังใหม่ สามารถ ลงทะเบียนรับโบนัส
เพื่อรับสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นก่อนใคร นอกจากนี้คุณยังสามารถติดตาม วิเคราะห์มวย ศึกมวยไทยพลังใหม่
เพิ่มเติมเพื่อดูข้อมูลคู่อื่นๆ ในรายการเดียวกันได้อีกด้วย