วิเคราะห์มวย โจชัว พาซิโอ vs มานซัวร์ มาลาชิเอฟ 10 กรกฎาคม 2569

เมื่อพูดถึงสายเลือดนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นสตรอว์เวตของ ONE Championship
หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ โจชัว พาซิโอ แชมป์โลก 7 สมัยจาก Lions Nation MMA และ
มานซัวร์ มาลาชิเอฟ จอมปล้ำไร้พ่ายชาวรัสเซียที่กำลังกลับมาล้างตาในศึกรีแมตช์ครั้งสำคัญ
ทั้งคู่เคยปะทะกันในไฟต์แรกเมื่อปี 2566 ซึ่งพาซิโอเฉือนชนะคะแนนอย่างสุดมัน
แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะมาลาชิเอฟมีบทเรียนราคาแพงและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขจุดบอด
การป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชกธรรมดา
แต่คือการพิสูจน์ว่าชัยชนะครั้งแรกของพาซิโอไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทาง มวยพักยก
จะพาไปวิเคราะห์ทุกมิติของไฟต์ชิงบัลลังก์นี้ว่าอะไรคือปัจจัยที่จะตัดสินผลแพ้ชนะ รายการ The
Inner Circle 21 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ONE ลุมพินี 161 ในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคมนี้
จะเป็นเวทีที่ทั้งคู่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อแย่งชิงเข็มขัดเส้นนี้

สายเลือดนักสู้ฟิลิปปินส์ผ่าด่านมัจจุราชแห่งดาเกสถาน

เส้นทางสู่อาชีพนักสู้ของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โจชัว พาซิโอ
เกิดและเติบโตที่เมืองบากิโอ ประเทศฟิลิปปินส์ เขาค้นพบความหลงใหลในศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่อายุ
12 ปี และไต่เต้าจนก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวตถึง 7 สมัย
แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งเคยเสียเข็มขัดและกลับมาคว้าคืนได้อีกครั้ง
ทำให้เขาได้รับฉายา “The Passion” ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
เขาคือตัวอย่างของนักสู้ที่เกิดมาจากการฝึกฝนหนัก ไม่ใช่พรสวรรค์ล้วนๆ
แต่กลับประสบความสำเร็จได้ด้วยความอดทนและความรักในกีฬาประเภทนี้

ในทางกลับกัน มานซัวร์ มาลาชิเอฟ
นักสู้จากรัสเซียผู้มีพื้นฐานการปล้ำที่แข็งแกร่งแบบชาวดาเกสถาน เขาเป็นที่รู้จักในฐานะ
“เครื่องจักรสังหารที่ไม่เคยแพ้ใคร” ก่อนที่จะมาพ่ายให้กับพาซิโอในไฟต์แรก
มาลาชิเอฟมีความสามารถในการรวบและควบคุมคู่ต่อสู้บนพื้นดินที่ยอดเยี่ยม
ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่เขาจะใช้ในศึกรีแมตช์ครั้งนี้ เขามาจากค่าย Universal Fighters
ที่ขึ้นชื่อเรื่องการปั้นนักสู้สายปล้ำมากฝีมือ การที่เขาสามารถรวบนักสู้ทุกรูปแบบลงพื้นได้สบาย
ทำให้เขากลายเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงของพาซิโอ
การเดินทางของมาลาชิเอฟถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมการต่อสู้ที่เน้นการปล้ำและการควบคุมคู่ต่อสู้บนพื้น
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนักสู้จากแดนหมีขาวที่ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

โจชัว พาซิโอ ตำนานแชมป์
7 สมัยผู้พลิกชีวิตทุกครั้งที่ล้ม

พาซิโอไม่ใช่นักสู้ที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ทางร่างกายเหนือมนุษย์
แต่เขาคือตัวอย่างของนักสู้ที่ใช้หัวใจและความพยายามผลักดันตัวเองจนถึงจุดสูงสุด
เขาเคยพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้หลายคนแต่กลับมาชนะได้ในที่สุด อย่างการเสียเข็มขัดให้จาร์เรด บรูกส์
ซึ่งเป็นหนึ่งในนักสู้ที่อันตรายที่สุดของรุ่น แล้วกลับมาทวงคืนด้วยการน็อก TKO ในยกที่ 2
ของไฟต์รีแมตช์ได้อย่างสง่างาม
นี่คือสิ่งที่ทำให้แฟนมวยทั่วโลกยกย่องเขาว่าเป็นหนึ่งในนักสู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนี้

นอกจากความอึดและหัวใจนักสู้แล้ว พาซิโอยังมีทักษะการยืนสู้ที่เฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นหมัดฮุค
หมัดอัปเปอร์คัต และการสลับการ์ดเพื่อเปลี่ยนมุมโจมตี
เขาเป็นนักสู้ที่เรียนรู้เร็วและสามารถปรับแผนระหว่างการชกได้อย่างยอดเยี่ยม
ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เขากลับมาเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เคยแพ้ได้หลายครั้ง
ความสามารถในการสปรอลและป้องกันการเทคดาวน์ของเขาก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในทุกไฟต์ที่ผ่านมา
ปัจจุบันเขาสามารถรับมือกับนักสู้สายปล้ำระดับโลกได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

มานซัวร์ มาลาชิเอฟ
จอมบู๊ผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้ก่อนเจอพาซิโอ

มาลาชิเอฟเป็นตัวแทนของนักสู้สายปล้ำจากแดนดาเกสถานที่ถูกหล่อหลอมมาอย่างโหดเหี้ยม
เขามีสถิติไร้พ่ายก่อนที่จะก้าวเข้ามาในสังเวียน ONE และพบกับความปราชัยครั้งแรกจากพาซิโอ
เกมของเขาคือการเดินหน้าใส่ตั้งแต่ยกแรก ใช้การรวบเข้าปล้ำและทุบตีคู่ต่อสู้บนพื้นดินอย่างไม่ลดละ
จุดแข็งนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุดของพาซิโอในเวลานี้

อาวุธสำคัญของมาลาชิเอฟคือการเทคดาวน์ที่หลากหลายและการควบคุมเกมบนพื้น
ถ้าเขาได้ท็อปโพซิชั่นเมื่อไหร่ เขาจะใช้ Ground and Pound ที่หนักหน่วงบดขยี้คู่ต่อสู้จนหมดสภาพ
นอกจากนี้เขายังมีท่ารีร์เนคเคดชิพและกิโยตินชิพที่เป็นอาวุธลับที่พร้อมใช้ปิดเกมได้ทุกเมื่อ
จุดที่ต้องจับตาคือพละกำลังของเขาในยกท้ายๆ ถ้าไม่สามารถปิดเกมได้ภายในยกที่สอง
เขาเริ่มจะเสียเปรียบอย่างชัดเจนในยกที่สาม

อาวุธเด็ดที่ทำให้ต่างกันทั้งคู่

เมื่อมองถึงอาวุธที่โดดเด่นของทั้งคู่ จะเห็นว่ามันแทบจะอยู่คนละขั้วกันเลยทีเดียว
พาซิโอคือนักสู้ที่ถนัดการยืนสู้มากกว่า ใช้หมัดหนักและความคล่องตัวในการทำแต้ม
ในขณะที่มาลาชิเอฟคือจอมปล้ำที่ต้องการพาทุกอย่างลงไปบนพื้นเพื่อบดขยี้
ความแตกต่างนี้นี่เองที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะสามารถบังคับเกมให้เป็นไปตามทางของตัวเองได้
ถ้ามองในแง่ของเกมยืน พาซิโอเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน
ทั้งในเรื่องของการออกอาวุธชุดและการโยกหลบ แต่ถ้าถูกรวบลงพื้นเมื่อไหร่
เขาจะตกเป็นรองอย่างทันที
ดังนั้นการป้องกันการเทคดาวน์ของพาซิโอในครั้งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของไฟต์

หมัดหนักและความอึดระดับตำนานของพาซิโอ

อาวุธที่สร้างชื่อให้พาซิโอคือหมัดฮุคและหมัดอัปเปอร์คัตที่รุนแรงและแม่นยำ
เขามักใช้หมัดแย็บเพื่อวัดระยะก่อนจะระเบิดหมัดตรงตามมา
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักสู้คนอื่นคือความอึดที่เหนือมนุษย์
ในไฟต์แรกที่เจอกับมาลาชิเอฟ เขาสามารถรับมือกับการปล้ำหนักๆ ได้ตลอด 3
ยกและกลับมาทำแต้มจนชนะได้ แม้ความดุมของมาลาชิเอฟในยกแรกจะรุนแรงแค่ไหน
พาซิโอก็ไม่เคยสั่นคลอน
สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันเข็มขัดครั้งนี้คือการป้องกันการเทคดาวน์
ถ้าเขาสามารถรักษาระยะและยืนหยัดต่อสู้ได้นานเท่าไหร่ โอกาสชนะก็ยิ่งสูงเท่านั้น การใช้ teep
ถีบยันเพื่อรักษาระยะและ sprawl ทิ้งตัวถอยหลังเมื่อถูกเข้าปล้ำ
จะเป็นทักษะที่พาซิโอต้องใช้อย่างเต็มที่

เกมปล้ำและพลังการบดขยี้ของมาลาชิเอฟ

มาลาชิเอฟมีความสามารถในการเทคดาวน์ที่หลากหลาย ทั้งการจับทุ่มและการเข้าปล้ำที่รวดเร็ว
เมื่อเขาสามารถรวบคู่ต่อสู้ลงพื้นได้ เขาจะใช้ Ground and Pound
ที่หนักหน่วงและต่อเนื่องเพื่อทำคะแนนและหาจังหวะปิดเกมด้วยกิโยตินชิพหรือรีร์เนคเคดชิพที่เป็นอาวุธลับของเขา
จุดอ่อนของเขาคือในยกท้ายๆ พละกำลังจะลดลง
ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องแก้ไขให้ได้หากต้องการเอาชนะพาซิโอ
เขาจึงต้องเร่งปิดเกมตั้งแต่ยกแรกหรือยกที่สอง เพราะถ้าปล่อยให้เกมยืดเยื้อถึงยกที่สาม
พละกำลังที่ลดลงจะทำให้การปล้ำของเขาไร้ประสิทธิภาพและเสียเปรียบพาซิโอในเกมยืน
การใช้เตะตัดล่างเพื่อทำลายฐานของพาซิโอก่อนเข้าปล้ำก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เขาควรเพิ่มเข้ามาในแผนการชกครั้งนี้

ย้อนรอยไฟต์แรกที่พาซิโอเฉือนชนะและบทเรียนที่มาลาชิเอฟต้องจำ

การย้อนกลับไปดูไฟต์แรกในเดือนตุลาคมปี 2566 ที่ ONE Fight Night 15
เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของไฟต์นี้ได้มากขึ้น ไฟต์นั้นถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งคู่
โดยเฉพาะมาลาชิเอฟที่กำลังพิสูจน์ตัวเองในเวทีโลก รูปเกมดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้
มาลาชิเอฟเปิดเกมบุกอย่างหนักตั้งแต่ยกแรก
รวบพาซิโอลงพื้นได้สำเร็จและพยายามทุบตีอย่างหนักหน่วง แต่พาซิโอไม่ยอมง่ายๆ
เขาใช้ทักษะการป้องกันตัวและการล็อกกลับเพื่อเอาตัวรอด
ทำให้เกมดำเนินไปอย่างสูสีและเต็มไปด้วยความมัน

ยกต่อมาพาซิโอเริ่มตอบโต้ได้เฉียบคมขึ้น
เขามีจังหวะที่ลงตัวทั้งการป้องกันการปล้ำและการตอบโต้ด้วยอาวุธที่แม่นยำ
สามารถสลับบทบาทจากผู้รับมาเป็นผู้รุกได้อย่างยอดเยี่ยม จนกระทั่งยกที่ 3 ซึ่งเป็นยกที่เดือดที่สุด
ทั้งคู่แลกหมัดและฟัดกันบนพื้นอย่างต่อเนื่อง รูปเกมเดือดพล่านตั้งแต่ยกแรกจรดยกสุดท้าย
แต่ด้วยความอึดและประสบการณ์ที่เหนือกว่า พาซิโอจึงเอาชนะคะแนนเอกฉันท์ในที่สุด
ไฟต์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่มาลาชิเอฟนำไปปรับใช้ในการกลับมาครั้งนี้

ผลการชกครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งคู่และฟอร์มล่าสุด:

  1. โจชัว พาซิโอ ชนะ มานซัวร์ มาลาชิเอฟ (คะแนนเอกฉันท์) – ONE Fight Night 15, 6
    ตุลาคม 2566
  2. โจชัว พาซิโอ ชนะ จาร์เรด บรูกส์ (TKO ยก 2) – ONE 171: Qatar
    (ทวงคืนเข็มขัดแชมป์โลก)
  3. โจชัว พาซิโอ แพ้ จาร์เรด บรูกส์ – ไฟต์เสียตำแหน่งแชมป์โลกก่อนกลับมาทวงคืน
  4. มานซัวร์ มาลาชิเอฟ แพ้ โจชัว พาซิโอ –
    ความพ่ายแพ้ครั้งแรกในอาชีพการชกของเขา
  5. มานซัวร์ มาลาชิเอฟ ชนะคู่ต่อสู้ในรายการระดับภูมิภาค (รักษาสถิติไร้พ่ายก่อนเข้า
    ONE)

เจาะลึกแทคติกปัจจัยสู่ชัยชนะในศึกรีแมตช์

การกลับมาเจอกันอีกครั้งย่อมไม่มีใครยอมปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
มาลาชิเอฟรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ไฟต์ยืดเยื้อถึงยกที่ 3 โอกาสที่จะชนะจะลดลง
เขาจึงต้องหาเวย์ปิดเกมให้เร็วที่สุด
ขณะที่พาซิโอต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าชัยชนะครั้งแรกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การวิเคราะห์มวยในไฟต์นี้ชี้ให้เห็นว่าจุดตัดสินแพ้ชนะจะอยู่ที่ใครสามารถบังคับเกมให้เป็นไปตามทางของตัวเองได้มากกว่ากัน
ถ้าพาซิโอหยุดการรวบของมาลาชิเอฟได้ เกมจะเป็นของเขา
แต่ถ้ามาลาชิเอฟสามารถพาลงพื้นและบดขยี้ได้ก่อน ก็มีโอกาสพลิกแชมป์ได้เช่นกัน แผนรับมือของแชมป์โลกจากฟิลิปปินส์

พาซิโอต้องใช้ความได้เปรียบทางจิตวิทยาจากการที่เคยชนะมาแล้ว มาเป็นพลังในการเดินหน้า
เขาต้องรักษาระยะด้วยการถีบและใช้หมัดแย็บเพื่อไม่ให้มาลาชิเอฟเข้าปล้ำง่ายๆ
การสลับการ์ดเพื่อเปลี่ยนมุมโจมตีก็เป็นอีกอาวุธที่เขาถนัดและสามารถใช้ทำแต้มได้ดี หัวใจสำคัญคือ
การป้องกันการเทคดาวน์ ถ้าเขาสามารถลุกกลับมายืนได้ทุกครั้งที่ถูกรวบ
ความอึดของมาลาชิเอฟจะลดลงเอง ทำให้เกมในยกท้ายๆ เป็นของพาซิโออย่างแน่นอน

นอกจากนั้นพาซิโอยังสามารถใช้การสปรอล (Sprawl)
เพื่อถอยหลังและทิ้งน้ำหนักเมื่อถูกเทคดาวน์ ซึ่งเป็นทักษะที่เขาทำได้ดี
จากสถิติในไฟต์แรกเขาสามารถป้องกันการเทคดาวน์ได้หลายครั้งและลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ตลอด
ทำให้มาลาชิเอฟไม่สามารถปิดเกมได้สำเร็จ
การใช้ศอกตีในขณะที่ปล้ำคลินช์ก็เป็นอีกตัวเลือกที่พาซิโออาจใช้เพื่อสร้างบาดแผลและเพิ่มคะแนนให้ตัวเอง

เงื่อนไขที่ผู้ท้าชิงต้องทำให้ได้

มาลาชิเอฟต้องเปิดเกมบุกให้หนักกว่าเดิมและหาจังหวะปิดเกมให้เร็วที่สุด
เขาควรใช้การเทคดาวน์ที่เฉียบขาดตั้งแต่ยกแรกเพื่อทำให้พาซิโอเสียหลัก
ถ้าปล่อยให้เกมยืดเยื้อจนถึงยกที่ 3 เมื่อพละกำลังเริ่มลดลง เขาจะเสียเปรียบพาซิโออย่างชัดเจน
อาวุธสำคัญที่เขาต้องใช้คือการล็อกคอแบบกิโยตินชิพซึ่งเป็นท่าถนัดที่สามารถพลิกเกมได้ในพริบตา
การควบคุมเกมท่านอน (Ground Control) ก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ถ้ามาลาชิเอฟสามารถกดพาซิโอไว้กับพื้นและทำคะแนนได้มากพอในช่วงยกแรกถึงยกที่สอง
เขาอาจชนะคะแนนได้แม้ไม่ได้น็อก แต่ด้วยความอันตรายของพาซิโอในเกมยืน
การพยายามปิดเกมให้ไวอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ราคาต่อรองและทีเด็ดสำหรับคืนศุกร์นี้

ภาพประกอบ วิเคราะห์มวย โจชัว พาซิโอ vs มานซัวร์ มาลาชิเอฟ 10 กรกฎาคม 2569
วิเคราะห์มวย โจชัว พาซิโอ vs มานซัวร์ มาลาชิเอฟ 10 กรกฎาคม 2569

จากฟอร์มและสถิติที่ผ่านมา
เราได้วิเคราะห์แนวโน้มของไฟต์นี้และพบว่าพาซิโอยังคงเป็นฝ่ายที่มีโอกาสชนะสูงกว่าเล็กน้อย
จากการวิเคราะห์มวยของเรา โอกาสที่พาซิโอจะป้องกันเข็มขัดได้สำเร็จอยู่ที่ประมาณ 55%
ขณะที่มาลาชิเอฟมีโอกาสพลิกคว้าชัยชนะอยู่ที่ 45%
จากราคาเปิดที่เซียนมวยมองว่าพาซิโอเป็นมวยต่อ แต่ก็มีโอกาสที่ราคาจะไหลขึ้นลงตามกระแสเงิน
ถ้าสายเงินไหลเข้าฝั่งมาลาชิเอฟมากอาจทำให้น้ำดำของมาลาชิเอฟเปลี่ยนเป็นน้ำแดงได้
นักเดิมพันควรติดตามราคาเรียลไทม์เพื่อไม่ให้พลาดจังหวะที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาก่อนชกไม่กี่ชั่วโมงที่ราคามักจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

อาวุธที่ควรจับตาในไฟต์นี้:

  • หมัดฮุคและอัปเปอร์คัตของพาซิโอ
    สามารถปิดเกมได้ทุกเมื่อถ้าเข้าที่ปลายคางของมาลาชิเอฟ
  • การเทคดาวน์ของมาลาชิเอฟ – หัวใจหลักของเกมผู้ท้าชิง
    ถ้าทำไม่ได้ก็จะเสียเปรียบทุกทาง
  • ความอึดของพาซิโอ
    อาวุธที่มองไม่เห็นแต่สำคัญที่สุดในไฟต์ที่อาจยืดเยื้อถึงยกที่ 3
  • การล็อกคอแบบกิโยตินของมาลาชิเอฟ
    จุดพลิกเกมที่ผู้ท้าชิงซ่อนไว้

ทีเด็ดสำหรับการเดิมพันในคืนนี้:

  1. พาซิโอชนะคะแนน
    เดิมพันที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเพราะสถิติจากไฟต์แรกสนับสนุน
  2. ไฟต์ไม่จบยกที่ 2 – ราคาน่าสนใจเพราะทั้งคู่มีความอึดสูง
  3. พาซิโอชนะ TKO ยกท้าย
    ถ้าเกมเข้าทางแชมป์และมาลาชิเอฟหมดแรง

สามารถ ลงทะเบียนรับโบนัส
เพื่อวางเดิมพันไฟต์นี้ด้วยราคาต่อรองที่ดีที่สุด และติดตามวิเคราะห์มวยวันลุมพินีเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

บทสรุปและคำทำนายไฟต์ชิงบัลลังก์แห่งปี

เมื่อรวมทุกปัจจัยทั้งฟอร์ม สไตล์การชก สถิติการเจอกัน และสภาพร่างกายในปัจจุบัน
เรามองว่าโจชัว พาซิโอยังคงเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในการป้องกันเข็มขัดแชมป์โลกครั้งนี้
แม้มาลาชิเอฟจะมีความเด็ดขาดในเกมปล้ำ
แต่พาซิโอได้พิสูจน์แล้วว่าเขามีเครื่องมือและประสบการณ์ที่จะรับมือกับความกดดันได้ดี
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
ไฟต์นี้จะเป็นหนึ่งในศึกชิงบัลลังก์ที่แฟนมวยทั่วโลกจับตามองมากที่สุดแห่งปี

ด้านที่วัด โจชัว พาซิโอ มานซัวร์ มาลาชิเอฟ
อายุ 30 ปี 34 ปี
ค่าย Lions Nation MMA Universal Fighters
สถิติใน ONE แชมป์โลก 7 สมัย ผู้ท้าชิงอันดับ 1
สถิติการเจอกัน ชนะ 1 ครั้ง (คะแนน) แพ้ 1 ครั้ง
สไตล์หลัก ยืนสู้ (Striking) ปล้ำ (Wrestling/Grappling)
อาวุธเด็ด หมัดฮุค-อัปเปอร์คัต การเทคดาวน์-ซับมิชชัน
จุดแข็งเด่น ความอึด, หัวใจนักสู้, ประสบการณ์ พลังปล้ำ, การควบคุมพื้น, พละกำลังต้นเกม
โอกาสชนะที่เราประเมิน 55% 45%

คำทำนายของเราคือโจชัว พาซิโอจะเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง
ด้วยการเอาชนะคะแนนหรือน็อกเทคนิคในยกท้ายๆ ประมาณยกที่ 2–3
ถ้าหากมาลาชิเอฟไม่สามารถปิดเกมได้ไวพอ อย่างไรก็ตาม
ถ้าหากมาลาชิเอฟสามารถล็อกคอได้สำเร็จในช่วงต้นเกม
ก็อาจเกิดพลิกล็อกที่ทำให้เกมเปลี่ยนไปได้เช่นกัน แต่จากปัจจัยต่างๆ ที่วิเคราะห์มา
เรามองว่าพาซิโอจะป้องกันเข็มขัดไว้ได้สำเร็จ

คู่มวยอื่นๆ ในมวยวันลุมพินี

Scroll to Top